แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ER แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ER แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2559

Anaphylaxis

Anaphylaxis, angioedema, urticaria
Anaphylaxis

อาการและอาการแสดง
  • ส่วนใหญ่จะเริ่มจากอาการคัน ผิวแดง ผื่นลมพิษ ตามด้วยอาการจุกคอ กระสับกระส่าย หายใจไม่สะดวก เวียนศีรษะ อาการอื่นๆที่พบได้ เช่น ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ถ่ายเหลว หลอดลมตีบ น้ำมูกไหล ตาแดง ความดันโลหิตต่ำ
  • อาการมักจะเกิดขึ้นทันที (ภายใน 60 นาที) หลังจากที่ได้รับสารที่แพ้ (เรียกลำดับความเร็ว ยาฉีด >แมลงต่อย > ยากิน > อาหาร)

การวินิจฉัย เมื่อมีอาการผิดปกติมากกว่า 2 ระบบขึ้นไป (skin, CVS, RS, GI)

สาเหตุที่พบบ่อย
  • ยา เช่น β-lactam ATB, ASA, Bactrim, vancomycin, NSAIDs
  • อาหาร เช่น หอย ถั่ว แป้งสาลี นม salicylates เมล็ดพืช sulfites
  • แมลง (ผึ้ง ต่อ แตน มด) เชื้อรา สารทึบรังสี วัคซีน เลือดและองค์ประกอบของเลือด

Investigation: ไม่มีความจำเป็น; การตรวจ serum tryptase ขึ้นได้หลายชั่วโมง แต่มี sensitivity ต่ำ

Treatment
  • ABC: early intubation ถ้าเป็น angioedema (uvula edema, stridor) และมี respiratory distress; IV, O2, ECG monitoring
  • Decontamination เช่น remove stinger; ไม่แนะนำให้ทำ gastric lavage ใน food allergy
  • Epinephrine สามารถใช้ dose เดียวกับ EpiPen® คือ ผู้ใหญ่ 0.3 mg (0.2-0.5) IM และในเด็ก < 30 kg ให้ 0.15 mg (0.01 mg/kg) IM ที่ anterolateral thigh ซ้ำได้ทุก 5-10 นาที

**ในรายที่ cardiovascular compromise ให้ epinephrine 0.1 mg + NSS 10 mL IV 5-10 min หรือ epinephrine 1 mg + NSS 500 mL IV bolus 50 mL in 5-10 min then drip 30 mL/hr
***ตรวจ BP ในคนที่กิน β-blocker เพราะอาจมี severe HT ได้จากการกระตุ้น α-adrenergic อย่างมาก
  • Isotonic crystalloid IV bolus 1-2 L (เด็ก 10-20 mL/kg)
  • Corticosteroids: Hydrocortisone 250-500 mg IV (เด็ก 5-10 mg/kg); ในคนสูงอายุหรือต้องการหลีกเลี่ยง fluid retention ให้ dexamethasone หรือ methylprednisolone แทน; แล้วตามด้วย prednisolone 40-60 mg/d (เด็ก 1-2 mg/kg) อีก 3-5 วัน
  • Antihistamines: ให้ H1-blocker (CPM 10 mg IV (เด็ก 0.25 mg/kg)) และ H2-blocker (ranitidine 50 mg (เด็ก 0.5 mg/kg) IV over 5 min)
  • ยาอื่นๆ ได้แก่ ใน allergic bronchospasm ให้ salbutamol, ipratropium bromide, magnesium sulfate 2 gm (25-50 mg/kg) IV over 20 min; ถ้าผู้ป่วยกิน β-blockers และมี refractory hypotension ให้ glucagon 1 mg (50 mcg/kg) IV q 5 min

Disposition
  • หลังการรักษา ถ้าอาการปกติ ให้สังเกตอาการ 4 ชั่วโมง แล้ว discharge ได้ (โอกาสเกิด significant biphasic reaction ต่ำ) พร้อมให้คำแนะนำการใช้ยา การหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้
  • สังเกตอาการนานขึ้นในคนที่ใช้ β-blockers คนสูงอายุ มี comorbid disease อยู่คนเดียว ใช้เวลาเดินทางมารพ.นาน
  • ให้ antihistamine และ oral steroid ต่อ 3-5 วัน;  EpiPen® อย่างน้อย 2 อัน
  • นัดพบ allergist ในรายที่ severe หรือมีอาการบ่อยๆ

Acute Urticaria: ส่วนใหญ่เกิดจาก viral infection
  • ให้ H1-antihistamine +/- steroid
  • ให้ epinephrine ในรายที่ severe หรือ refractory cases
  • ให้ H2-antihistamine ในรายที่อาการ severe, chronic หรือ unresponsive
ACEI-induces angioedema: หยุด ACEI, ให้ Icantibant 30 mg SC หรือ C1 esterase inhibitor (human) 1,000 U IV; ในรายที่บวมไม่มาก ให้สังเกตอาการ 12-24 ชั่วโมง

Hereditary angioedema: ตรวจพบ C4 level < 30% ให้ C1 esterase inhibitor, Icatibant, Ecallantide หรือให้ FFP


Ref: Tintinalli ed8th

วันอังคารที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2558

แมงกะพรุนกล่อง เจอแล้วทำยังไงดี

ทำความรู้จัก "แมงกะพรุนกล่อง" มหันตภัยใต้สมุทร และวิธีปฐมพยาบาล 
แมงกะพรุนกล่อง มหันตภัยใต้สมุทร

แมงกะพรุนกล่อง มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "ตัวต่อทะเล" หรือนักพ่นพิษแห่งท้องทะเล เป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังจัดอยู่ในไฟลัม Cnidaria กลุ่ม Cubozoa ลำตัวคล้ายร่มหรือระฆังคว่ำ ที่ด้านสูงมากกว่าด้านกว้าง โดยมีลักษณะโปร่งใส อาจมีสีฟ้าอ่อน น้ำตาล เหลือง หรือชมพู มีหนวดยื่นออกจากมุมทั้ง 4 มุม อาจยาวได้ถึง 3 เมตร หนวดแต่ละเส้นมีเซลล์พิษอยู่ประมาณ 5,000 เซลล์ แมงกะพรุนกล่องสามารถเคลื่อนที่พุ่งขึ้นสู่ด้านบนได้อย่างรวดเร็ว และว่ายน้ำได้เร็วถึง 5 ฟุตต่อวินาที จึงสามารถจับปลา และสัตว์น้ำที่มีขนาดเล็กกว่ากินเป็นอาหารได้อย่างง่ายดาย มักอาศัยอยู่ในทะเลเขตอุ่น เช่น ตามชายฝั่งของประเทศออสเตรเลียตอนเหนือ ปาปัวนิวกินี ฟิลิปปินส์ หมู่เกาะฮาวาย ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าพบในประเทศไทยที่เกาะหมาก จังหวัดตราด และเกาะลันตา จังหวัดกระบี่

แมงกะพรุนกล่อง จำแนกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ โดยพิจารณาจากลักษณะเด่นที่หนวด (Tentacle) ได้แก่
- Single Tentacle คือมีหนวดเส้นเดียว อยู่ที่มุมทั้ง 4 มุม จัดอยู่ในลำดับ (Oder) Carybdeida
- Multi Tentacles คือมีหนวดหลายเส้น อยู่ที่มุมทั้ง 4 มุม จัดอยู่ในลำดับ (Oder) Chrodropida

กลไกการออกฤทธิ์ และพิษของแมงกะพรุนกล่อง

แมงกะพรุนมีหนวด (Tentacle) ซึ่งเป็นที่อยู่ของกระเปาะเก็บเข็มพิษ (Cnidoblast ) ใช้ในการป้องกันตัว และจับเหยื่อ ภายในกระเปาะจะมีเข็มพิษ (Nematocyst) ขดอยู่ เมื่อหนวดของแมงกะพรุนสัมผัสกับผิวหนังจะกระตุ้นให้กระเปาะปล่อยเข็มพิษออก มา พร้อมกับปล่อยพิษออกมาด้วย พิษของแมงกะพรุนเป็นพิษในกลุ่ม Proteolytic Enzyme ซึ่งมีพิษต่อผิวหนัง ระบบประสาท และหัวใจ

ลักษณะการออกฤทธิ์ของพิษแมงกะพรุนกล่อง
1. ทำให้เซลล์ผิวหนังบริเวณที่สัมผัสตายได้
2. ทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงแตกจากพิษที่ซึมเข้าสู่กระแสเลือด ผลที่ตามมาคือเกิดภาวะไตวายเฉียบพลัน
3. ผลต่อหัวใจ ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือหัวใจหยุดเต้น และกดระบบประสาททำให้หยุดหายใจได้

วิธีการปฐมพยาบาลผู้ที่สัมผัสแมงกะพรุนกล่อง

กรณีที่ผู้บาดเจ็บไม่รู้สึกตัวดี (หายใจไม่ปกติ และชีพจรเต้นไม่ปกติ)
1. ทำการปั๊มหัวใจให้ผู้ป่วยฟื้นขึ้นมาก่อน โดยกดบริเวณหน้าอกบริเวณเหนือลิ้นปี่เล็กน้อย
2. บริเวณที่สัมผัสแมงกะพรุนให้ราดด้วยน้ำส้มสายชู นาน 30-60 วินาที (ห้ามใช้น้ำจืดเพราะเป็นการกระตุ้นพิษ)
3. นำหนวดแมงกะพรุนที่ติดร่างกายออกโดยหลีกเลี่ยงการถูบริเวณแผล
4. นำตัวส่งโรงพยาบาล

กรณีที่ผู้บาดเจ็บรู้สึกตัวดี (หายใจปกติ และชีพจรปกติ)
1. บริเวณที่สัมผัสแมงกะพรุนให้ราดด้วยน้ำส้มสายชู นาน 30-60 วินาที (ห้ามใช้น้ำจืดเพราะเป็นการกระตุ้นพิษ)
2. นำหนวดแมงกะพรุนที่ติดตามร่างกายออกโดยหลีกเลี่ยงการขัดถูบริเวณแผล
3. นำตัวส่งโรงพยาบาล

ขอบคุณข้อมูล จาก
ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยฝั่งตะวันออก กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
http://www.fisheries.go.th/mf-emdec/mainweb/km_boxjellyfish.html

Jelly fish dermatitis

ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะเกิดอาการ Toxic reaction มากกว่า allergic reaction

เมื่อแรกเริ่ม ผู้ป่วยจะมีอาการ sharp burning pain บริเวณที่สัมผัสแมงกะพรุน ต่อมาจะมีรอยโรยในเวลาเป็นนาที  เป้นเส้นซิกแซกบวมแดง อาการปวดมักไม่แน่นอน แต่โดยมากมักจะหายภายใน 30 นาที อาการบวมหายไปใน 3 ชั่วโมง แต่บิเวณที่สัมผัสจะมีจุดเลือดออกใต้ผิวหนังเป็นสีน้ำตาลคล้ำ ซึ่งจะยังคงอยู่นาน 1-2 สัปดาห์

โดยส่วนมากแมงกะพรุนมักไม่ทำให้เสียชีวิต

การรักษา
1 ยาชาเฉพาะที่ ซึ่งอาจจะเป็นขี้ผึ้ง โลชั่น หรือสเปรย์ เพื่อช่วยลดอาการคัน บริเวณที่สัมผัส ได้ แต่ควรหลีกเลี่ยงยาที่มีส่วนผสมของ benzocaine เพราะอาจจะทำให้เกิดผิวหนังอักเสบจากการสัมผัสได้

2 ทาพวก cortisone ที่รอยโรค หากจะจำเป็นอาจเพิ่ม oral route ด้วย

3 Anitihistamine ลดอาการคัน ระคายเคือง

4 ถ้ามีแผลให้ทำแผลวันละ 2-3 ครั้ง ด้วย antiseptic solution แล้วตามด้วย antibiotic cream เพื่อลดการติดเชื้อ

5 ให้ oral antibiotic ที่เหมาะสม

6 พิจารณา tetanus vaccine ในเคสที่มีข้อบ่งชี้

7 ประคบด้วยน้ำแข็ง สามารถช่วยลดอาการปวพดที่ไม่รุนแรงได้

8 ให้ paracetamol  หรือ aspirin อย่างเดียว หรือให้ร่วมกับ codeine จะช่วยลดอาการปวดที่เป็นอยุ่นานๆได้

----
อาการแสดง

พิษจากแมงกะพรุนไฟ
พิษจากแมงกะพรุนเป็นปัญหาที่พบบ่อยพอสมควรสำหรับคนที่ไปเที่ยวชายทะเลแล้วไปถูกแมงกะพรุนไฟ ซึ่งมีพิษอยู่บริเวณหนวดของมัน เมื่อกระเปาะพิษมาสัมผัสกับผิวหนังจะเกาะติดแน่นและปล่อยสารพิษออกมา

พิษของมันจะทำให้เกิดอาการปวดแสบปวดร้อน คัน มีอาการไหม้คล้ายแผลถูกนำ้ร้อนลวก อาจ
พบผื่นมีลักษณะเป็นเส้น ๆ เป็นแนวยาว เมื่อได้รับการรักษาจะดีขึ้น บางรายเกิดผื่นสีดำคลำ้และค่อย ๆ
จางลง แต่บางรายเกิดอาการคันอย่างมาก ผู้ป่วยบางรายเกาจนเป็นแผลนูน บางรายผื่นโตมากจนมี
ลักษณะคล้ายคีลอยด์ (keloid)

นอกจากนั้นในรายที่แมงกะพรุนไฟได้ปล่อยพิษออกมา อาจจะปวดมากจนหมดสติถึงขั้นจมน้ า
ตายได้ พบว่านอกจากอาการปวดบริเวณที่สัมผัสกับแมงกะพรุนแล้วบางครั้งยังเกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดหัว กล้ามเนื้อแข็งเกร็งด้วย

เมื่อทราบดังนี้เวลาจะเล่นน้ำคุณควรหาทางป้องกัน อาจต้องใส่เสื้อผ้าแขนยาว กางเกงขายาว และ
โปรดเตือนเด็ก ๆ ของท่านว่า ถ้าพบแมงกะพรุนไฟซึ่งมีลักษณะคล้ายวุ้นให้อยู่ห่าง ๆ อย่าไปไกล้ตัวมัน
เพราะกระเปาะพิษของมันยังคงมีพิษ อาจทำให้เกิดอาการเจ็บปวดได้

เมื่อถูกแมงกะพรุนไฟแล้วต้องรีบรักษา โดยใช้น้ าส้มสายชูเทราดตรงบริเวณที่ถูกแมงกะพรุนไฟเพื่อ
ท าลายพิษ อาจใช้ผักบุ้งทะเล หรือใช้น้ำทะเลล้างทำลายพิษ โปรดอย่าใช้น้ำจืดหรือแอลกอฮอล์ เพราะจะท้าให้กระเปาะพิษแตก  ตามหลักการของออสโมซิส ควรรีบพาไปพบแพทย์ เพื่อจะได้ทำการ
รักษาโดยฉีดยาแก้แพ้ ยาแก้คัน ยาฉีดกันบาดทะยัก บางรายอาจต้องให้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการติดเชื้อ แบคทีเรียแทรกซ้อน ถ้าเริ่มมีแผลเป็นนูนหนาอาจต้องฉีดสตีรอยด์เข้าบริเวณใต้ผื่น

ขอบคุณที่มา
http://www.mfu.ac.th/school/anti-aging/admin/uploadCMS/research/fuWed10521.pdf

---
แมงกระพรุนที่ตัวใส ๆ จะไม่มีพิษ แต่ตัวที่ออกสีแดง ๆ เป็นแมงกระพรุนมีพิษเรียกว่าแมงกระพรุนไฟ แมงกะพรุนมักเข้าฝั่งเวลาหลังฝนตก เพื่อกินอาหารที่ถูกพัดจากแผ่นดิน เลี่ยงการไปทะเลหลังฝนตก เวลาลงทะเลมองดูน้ำรอบๆตัวไว้ด้วย หรือไม่ก็เลิกไปทะเลหน้าฝนมันซะเลยย่อมปลอดภัยสุดๆ
แมงกะพรุนไฟ
สัตว์พวกแมงกะพรุนไฟ มีพิษที่เหล็กใน อยู่ที่บริเวณหนวดเส้นเล็ก ๆ ซึ่งจะปล่อยออกมาแทงผิวหนังของคน ทำให้ปวดแสบปวดร้อนไปนาน ผิวหนังบริเวณนั้นจะบวมเป็นผื่นแดง พอง แตก และแผลหายช้า ถ้าโดนมากคนไข้อาจถึงช็อก หายใจลำบาก จนถึงสิ้นสติตายได้
อาการ
อาการเฉพาะที่ เมื่อถูกหรือสัมผัสกับสัตว์ที่มีพิษเหล่านี้จะรู้สึกเจ็บ ปวดแสบปวดร้อน บริเวณที่ถูกจะมีสีแดงเข้ม บางครั้งเหมือนรอยไหม้ ประมาณ 20-30 นาที จะบวมนูนขึ้นเป็นทางยาวตามผิวหนัง ต่อไปจะเกิดเป็น Vesicle เล็ก ๆ หรืออาจเป็น Bleb ใหญ่ และแตกเป็นแผลเรื้อรัง กว่าจะหายกินเวลานานแม้ว่าตกสะเก็ดแล้วก็เกิดแผลใหม่อีก อาการที่เกิดขึ้นจะมีความรุนแรงแตกต่างกันไปสุดแล้วแต่ชนิดและอาการ กระทบ******ตลอดจนบาดแผลที่ได้รับว่าอยู่ที่ส่วนใดของร่างกายและเนื้อที่มาก น้อยเพียงใด พวกที่มีพิษน้อยก็จะรู้สึกคันๆ แสบร้อนเล็กน้อยแล้วก็หายไป พวกที่ทำอาการรุนแรง ได้แก่ พวกแมงกะพรุนไฟ พวกสาหร่าย พวกเรือรบปอร์ตุเกส พวกปะการังเขากวางแบน และพวกแอนีโมนส์ เป็นต้น บริเวณที่ถูกถ้าเป็นเนื้ออ่อน เช่น บริเวณขาอ่อน ตามซอกคอและหน้า อาการก็จะมาก
อาการโดยทั่วไป ชนิดที่ไม่มีพิษมาก อาจไม่มีอะไร บางชนิดจะมีอาการรุนแรงมาก เช่น พวกสาหร่าย แมงกะพรุนไฟ เรือรบปอร์ตุเกส พวกนี้จะมีอาการปวดอย่างรุนแรง ต่อมาประมาณ 30 นามี 1 ชั่วโมง จะมีชาตามมือ เท้าและกล้ามเนื้อหดเกร็ง ทำให้จุกเสียด หายใจไม่สะดวก ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อโดยทั่วไปและมีไข้ กว่าจะทุเลากินเวลา 24 ถึง 48 ชั่วโมง
ในรายที่รุนแรงและผู้ป่วยมีอาการแพ้มาก อาการกล้ามเนื้อเกร็งจะมีมากโดยทั่วไปทั้งร่างกาย อันตรายที่จะเกิดขึ้นก็คือ เกิดที่กล้ามเนื้อบริเวณลำคอ กล่องเสียง ทำให้หายใจไม่สะดวก มีน้ำเมือกออกมาในหลอดลม ถ้าอาการมากขึ้นผู้ป่วยเกิดอาการเขียวคล้ำ และในที่สุดเกิดหัวใจอ่อน เลือดไปถึงสมองได้น้อย เพ้อ พูดไม่ค่อยรู้เรื่อง ต่อไปแรงดันเลือดตก เหงื่อออกตัวเย็น ซ็อค และถึงแก่ความตายได้ ในบางรายอาจเกิด Anaphylactic shock ผู้ป่วยถึงแก่ความตายได้ภายในเวลา 10-15 นาที
การปฐมพยาบาล ให้ปฏิบัติดังนี้
1.) เมื่อถูกแมงกะพรุนไฟในตอนแรก ให้ใช้ทรายที่หาดนั้นถูบนผิวหนังเบาๆ หรือผ้าเช็ดตัวเช็ด
เพื่อขัดเอาน้ำเมือก ๆ จากตัวแมงกะพรุนไฟบนผิวหนังออกล้างด้วยน้ำทะเล ห้ามใช้น้ำจืด
2.) ให้ใช้พวกด่างอ่อน ๆ เช่นน้ำแอมโมเนีย หรือแอมโมเนียหอม หรือน้ำยา
โซดาไบคาบอเนต หรือน้ำปูนใสชุบปิดแผลนั้นไว้ หรือขยำต้นและใบผักบุ้งทะเลให้ได้วุ้นลื่นๆมาพอกแผล
3.) หลังจากนั้นใช้พวก แอนติฮิสตามีนครีม หรือพวกคอร์ติโคสเตอรอยครีม (เช่น เพร็ดนิโซโลนครีม ฯลฯ)
4.) ถ้ามีอาการปวดให้รับประทานยาแก้ปวด เช่นแอสไพริน เอ.พี.ซี. นำส่งโรงพยาบาล เพราะอาจมีอาการร้ายแรงอื่น ๆ ร่วมด้วย (ถ้ามีอาการมาก แพทย์อาจให้พวก 10% แคลเซียมกลูโคเนทเข้าเส้นช้า ๆ และยาอื่น ๆ ตามอาการ)
การป้องกัน
การทาน้ำมันตามตัว เช่น น้ำมันโอลีฟ (olive oil) จะช่วยกันไม่ให้เหล็กในแทงเข้าในผิวหนังได้ หรือการใส่เสื้อผ้าหุ้มร่างกายในการว่ายน้ำในย่านที่มีแมงกะพรุน จะเป็นการป้องกันที่ดีที่สุด เพราะเหล็กในของสัตว์เหล่านี้ไม่สามารถที่จะแทงทะลุผ้าเข้ามาได้ 


-
คยดู สารคดีในทีวีเมื่อเร็วๆนี้ค่ะ มีแมงกะพรุนชนิดหนึ่งตัวนิดเดียว แต่หางยาวเป็นเมตรๆ แค่เราไปเฉียดสัมผัสหางมัน ก็จะโดนหนามเล็กๆที่มองไม่เห็นทิ่มผิวหนังเราเข้าไปและมันจะปล่อยสารพิษที่ อันตรายมากๆ บางคนถึงกับเสียชีวิตก็มี ชื่อเป็น ญี่ปุ่นๆ จำไม่ได้ว่าอะไร น่ากลัวมากค่ะ

ในไทยพบแมงกะพรุนที่กินได้คือแมงกะพรุนจานหรือ แมงกะพรุนหนัง

ส่วนแมงกะพรุนมีพิษได้แก่ แมงกะพรุนถ้วย แมงกะพรุนไฟ และแมงกะพรุนลาย ทั้งยังมีสายพันธุ์ที่พบในน้ำจืดอีกด้วย มีทั้งหมด 3 ชนิด ได้แก่
1.Craspedacusta sowerbyi หรือ แมงกะพรุนสายน้ำไหล ในต่างประเทศพบที่ยุโรปและสหรัฐอเมริกา ในประเทศไทยพบในลำน้ำเข็ก อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ 2.Craspedacusta sinensis หรือ แมงกะพรุนสายน้ำนิ่ง พบในเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี, กรุงเทพ ฯ ,แม่น้ำโขง ที่ จ.หนองคาย, จ.เลย, จ.มุกดาหาร 3.Craspedacusta iseana พบในประเทศญี่ปุ่น ค่ะ
แมงกะพรุนไฟสายพันธุ์ที่มีพิษร้ายแรงที่สุดในโลก มีชื่อภาษาอังกฤษเรียกว่า "Portuguese man-of-war" (แมงกะพรุนหมวกโปรตุเกส)
เจ้าแมงกะพรุนไฟตัวร้ายจะมีลักษณะที่แตกต่างจาก แมงกะพรุนธรรมดาๆ อย่างเห็นได้ชัด สามารถสังเกตได้จาก จากสีสันที่ค่อนข้างสด และ หนวดที่เป็นสายยาว ตัวมันออกสีแดงๆค่ะ

ส่วนตัวนี้"แมงกะพรุนกล่อง" พบแล้วที่เกาะหมาก จ.ตราด บริเวณอ่าวน้ำบ่อ และบริเวณเกาะลันตา จ.ภูเก็ต รวบรวมได้หลายชนิดรวมจำนวน 13 ตัวอย่าง บางชนิดโดนแล้วเดี้ยงได้ค่ะ น่ากลัวมาก ดูรูปและอ่านข่าวเพิ่มเติมได้ค่ะ
http://www.thaitownusa.com/frontnews/frmNews_View.aspx?Conn=Thai&NewsNo=0810000321

แมงกะพรุนกล่องมีหลายชนิด บางชนิดตัวเล็กแค่3-4 ซม. บางชนิดทำให้ถึงตายได้ ในประเทศไทยสำรวจพบบ้าง โดยเฉพาะบริเวณชายฝั่งอ่าวไทย บริเวณที่น้ำตื้น เนื่องจากคนที่ถูกพิษแมงกะพรุนกล่องมักจะจมน้ำตายเสียก่อน บางทีไม่รู้หรอกว่าโดนพิษมันเข้าไปแล้ว เพราะมองไม่เห็นค่ะ นึกว่าหมดแรงจมน้ำทะเลตายไปก็มี แมงกะพรุนกล่องนี้มีไม่มากในไทย เพราะช่วงชีวิตสั้น ทำให้พบไม่บ่อยนัก และอาจพบได้ช่วงปลายฝนต้นหนาวและช่วงฝนตกหนัก น้ำทะเลขุ่นค่ะ

วิธีป้องกันหากทราบว่าบริเวณใดพบแมงกะพรุนมีพิษอยู่ควรใส่เสื้อแขนยาวและ กางเกงขายาวเล่นน้ำจะช่วยได้ การดูว่ามีพิษหรือไม่ ต้องศึกษาดูเอาเองว่าแต่ละแบบแต่ละพันธุ์ตัวไหนมีพิษ ตัวไหนไม่มี เลี่ยงไม่ได้หากต้องเจอ ถ้าเจอก็ต้องรีบหลบห่างๆไว้ก่อนดีกว่าค่ะ บางทีเล่นน้ำอยู่ในทะเล เราก็ไม่สามารถมองเห็นได้ ต้องศึกษาธรรมชาติของมันว่ามันชอบอยู่ที่ไหน เวลาไหน ทะเลแถบไหน และไม่ควรเล่นน้ำในที่ๆเขาปักป้ายเตือนไว้หรือที่ๆเราไม่รู้จักดี
หลีกเลี่ยงการลงเล่นน้ำทะเลบริเวณที่มีแมงกะพรุนชุกชุม หรือ ช่วงหลังพายุฝน เพราะจะมีกระเปาะพิษของแมงกะพรุนหลุดลอยไปในน้ำทะเลแม้จะไม่ได้สัมผัสกับแมง กะพรุนโดยตรงก็ตาม จะช่วยลดความเสี่ยงไปได้ค่ะ

เมื่อถูกพิษแมงกะพรุน
ให้ใช้น้ำส้มสายชู น้ำอุ่น หรือน้ำร้อนที่มีอุณหภูมิตั้งแต่ 40 องศาเซลเซียสขึ้นไป ล้างบริเวณที่ถูกพิษ ห้ามใช้น้ำเย็นหรือน้ำจืดล้างเด็ดขาด ล้างแผลเพื่อไม่ให้นีมาโตซีสต์ปล่อยน้ำพิษภายในกระเปาะออก ถ้าไม่มีน้ำให้ถูผิวหนังบริเวณนั้นด้วยทราย หรือผ้าเช็ดตัว เพื่อขัดเอาน้ำเมือก ๆ ของแมงกะพรุนบนผิวหนังออก ล้างแผลแล้วให้ใช้พวกด่างอ่อน ๆ ทาผิวหนัง เช่น น้ำปูนใส น้ำแอมโมเนีย หรือแอลกอฮอล์ น้ำแอมโมเนียหอม ชุบสำลีให้ชุ่มปิดติดต่อเป็นเวลานานหลาย ๆ ชั่วโมง หลังจากนั้นควรรีบนำส่งแพทย์ด่วน หรือหากไกลหมอ ก็งัดตำรา ยากลางบ้านที่มักใช้กัน คือนำใบผักบุ้งทะเลบดแล้วพอกบริเวณที่สัมผัสแมงกะพรุน จะช่วยให้อาการต่างๆบรรเทาลงได้ แล้วรีบนำส่งแพทย์ด่วน แต่ถ้าไปแจ๊คพอตโดนแมงกะพรุนตัวแสบสุดๆก็แย่หน่อยค่ะ


ที่มา
https://th.answers.yahoo.com/question/index?qid=20081103171222AA1C8co 
---

ภาพประกอบ
ภาพถ่ายหลังจากโดนพิษแมงกะพรุน (3 ก.ค. 2551)
ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ โรงแรมโนโวเทล ริมเพ จ.ระยอง ที่ดูแลเป็นอย่างดี เอื้อเฟื้อข้อมูลและคำแนะนำในการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ดังกล่าว


ผู้ที่โดนพิษแมงกะพรุน เมื่อรู้สึกตัวว่าโดนพิษแมงกะพรุนควรจะขึ้นจากน้ำทะเลโดยเร็ว
จะเกิดรอยผื่น บวมแดง และเกิดอาการปวดแสบปวดร้อนดังภาพ



นำใบผักบุ้งทะเลที่เกิดใกล้ริมหาดทรายมาขยี้กับน้ำส้มสายชู 5%



การปฐมพยาบาลเบื้องต้น โดยนำใบผักบุ้งทะเลขยี้กับน้ำส้มสายชูแล้วมาประคบผิวหนังบริเวณโดนพิษไว้
และห่อด้วยผ้าขาวบาง ทิ้งไว้ประมาณ 30-60 นาที  ขึ้นอยู่กับอาการปวดแสบปวดร้อนจะบรรเทาลง
ทิ้งไว้รอให้อาการปวดแสบปวดร้อนคลายลงและดูอาการแพ้พิษอื่นๆ และรักษาตามอาการที่เกิดขึ้น

             จากประสบการณ์ดังกล่าว อาจจะเป็นอุทาหรณ์ช่วยเตือนภัย สำหรับคนที่ชอบเที่ยวทะเลในฤดูฝน หรือต้องการที่จะไปเที่ยวทะเลในช่วงฤดูนี้  ขอให้สังเกตุและระวังอันตรายจากการเล่นน้ำทะเลหลังฝนตกใหม่ๆ  โดยส่วนมากแล้ว ที่พักเขาจะมีป้ายเตือนระวังอันตรายจากภัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภัยจากธรรมชาติ คลื่นทะเลแรง หรือสัตว์ทะเลที่มีพิษ ฤดูฝนซึ่งเป็นช่วงขยายพันธุ์ของแมงกะพรุน เขาจะลอยตัวมากับคลื่นทะเลกระทบฝั่งจะมีมากตามชายฝั่งทะเล และโดยธรรมชาติแล้วชายฝั่งทะเลไหน มีแมงกะพรุนมาก ธรรมชาติก็จะให้ผักบุ้งทะเลเกิดบริเวณใกล้ๆ ริมหาดทรายเหล่านั้นด้วย  ซึ่งเป็นคำบอกเล่าของชาวบ้านคนที่อาศัยอยู่ใกล้กับทะเลนั้น ได้ถ่ายทอดความรู้นี้ และถ้าคุณบังเอิญโชคร้ายโดนพิษแมงกะพรุนขึ้นมา ขอให้รู้จักการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ก่อนที่จะเกิดอาการที่ร้ายแรงยากที่จะเยียวยารักษา


ป้ายเตือนภัยต่างๆ ริมหาดทราย ที่นักท่องเที่ยวชอบเล่นน้ำทะเล
ภาพ "ป้ายเตือนภัย" จาก ริมหาดทราย โรงแรมโนโวเทล ริมเพ จ.ระยอง

    สถานภาพของแมงกะพรุนปัจจุบันเป็นที่น่าสนใจมาก แมงกะพรุนบางชนิดสามารถนำมาใช้เป็นอาหารได้ และการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมโลก เกิดภาวะโลกร้อน น้ำทะเลร้อนขึ้นฆ่าแหล่งอาหารของปลาอันได้แก่ Phytoplankton ชนิดต่างๆ (นอกจากเป็นอาหารแล้ว ยังแปลงคาร์บอนไดออกไซด์เป็นออกซิเจนแบบเดียวกับพืชด้วย) ส่วนปลาบางพันธุ์ เช่น eelpouts และ cod  นั้นก็อาจไม่สามารถทนต่อปริมาณออกซิเจนที่ลดลงได้ จนเป็นสาเหตุให้ปริมาณของปลาเหล่านี้ลดลง ผกผันกับอุณหภูมิที่สูงขึ้น แต่แมงกะพรุน (jellyfish)จะทนได้ สถานการณ์นี้จึงเป็นข่าวร้ายสำหรับปลาหลายๆ ชนิด เช่น cod,salmon และอื่นๆ  เพราะนอกจากแมงกะพรุนจะแย่งอาหารปลาแล้ว ยังกินปลาเป็นอาหารด้วย ดั้งนั้นในอนาคต จ้าวทะเล น่าจะเป็นแมงกะพรุน
              สำหรับมนุษย์เราควรต้องมีการปรับตัว หันมาบริโภคแมงกะพรุนเป็นอาหาร ก่อนที่แหล่งอาหารสำคัญของเราจะลดน้อยถดถอยตามไปด้วย
 ("Global Warming Sunday, แมงกะพรุนจะครองทะเล" สืบค้น 26 ก.ค. 2551 : http://www.rangwan.com/category/global-warming/)

              ชาวจีนได้มีการนำแมงกะพรุนมาเป็นอาหารนับ 1,000 กว่าปีแล้ว ปัจจุบันประเทศญี่ปุ่นได้เป็นผู้นำในการแปรรูปอาหารจากแมงกะพรุนหลายสายพันธุ์  และประเทศทางตะวันตกได้มีการศึกษาและสนใจจะนำมาเป็นอาหารใหม่ของเขา ข้อดีของแมงกะพรุน คือ มีโปรตีนสูงและแคลอรี่ต่ำ เป็นโปรตีนประเภทคอลลาเจนสามารถรับประทานได้  ซึ่งจากการศึกษาส่วนหนึ่งของนักวิจัยจาก Harvard Medical School พบว่าคอลลาเจนจากแมงกะพรุนอาจจะมีส่วนรักษาโรค Arthritis(ข้ออักเสบ)  และ Bronchitis(หลอดลมอักเสบ) ตลอดจนทำให้ผิวหนังนุ่มนวลด้วย
("แมงกะพรุน: อาหารใหม่สำหรับประเทศตะวันตก" สืบค้น 30 ก.ค. 2551: http://library.uru.ac.th/webdb/images/charpa_jellyfish.html)
ที่มา--
http://www.lib.ru.ac.th/journal/jellyfish.html
****
“ฤทธิ์น้ำส้มสายชูจะไปสกัดไม่ให้เซลล์ยิงเข็มพิษ ที่ผ่านมามีการใช้น้ำส้มสายชูจัดการกับพิษแมงกะพรุนมานานกว่า 30 ปี แต่ปัญหาคือ ล่าสุดเมื่อปีที่แล้วมีงานวิจัยข้างเคียงออกมาระบุว่า แม้น้ำส้มสายชูจะหยุดการทำงานของเข็มพิษที่ยังไม่ยิงออกมา....... อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/379991

วันอังคารที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

โรคเมอร์ส อาการเป็นยังไง -- ผู้ต้องสงสัยติดเชื้อที่ระยอง


MERs มาจากชื่อเต็มๆที่ว่า
Middle East Respiratory Syndrome Coronavirus (MERS-CoV)

เนื่องจากเป็นเชื้อไวรัสทางเดินหายใจที่เริ่มระบาดจากตะวันออกกลาง
MERs เริ่มมีการระบาดตั้งแต่ ปี 2012 ทั้งนี้ทางองค์กร NIAID กำลังศึกษาและพัฒนาวัคซีน

                  ได้รับการรายงานการติดเชื้อครั้งแรก ที่ประเทศ ซาอุดิอาระเบีย เมื่อปี 2012   MERS มักจะมีผลต่อระบบทางเดินหายใจ (ปอด และทางเดินหายใจ) ผู้ป่วยส่วนมากมักมีอาการรุนแรงของระบบทางเดินหายใจ  รวมถึงอาการไข้ ไอ หอบ  ผู้ป่วยประมาณ 3-4 คน ในผู้ป่วยทุกๆ10 คน มักเสียชีวิต

MERS สามารถติดได้ทุกเพศทุกวัย ผู้ป่วยมีอายุตั้งแต่อายุ 1 - 99 ปี 
ขณะนี้ทางองค์กร CDC กำลังทำการศึกษาเกี่ยวกับการระบาด เพื่อให้เข้าใจปัจจัยความเสี่ยงในการติดเชื้อ รวมถึงสาเหตุต้นตอของเชื้อโรค การแพร่กระจาย  วิธีการแพร่กระจายเชื้อ เพื่อประโยชน์ในการป้องกันการติดเชื้อโรค

MERS เริ่มระบาดในเกาหลี ตั้งแต่ เดือน พฤษภาคม 2015  เกาหลีใต้ได้เริ่มมี
การสืบสวนโรคเนื่องจากการระบาดของโรคจำนวนมากที่สุด ถ้าไม่นับการติดเชื้อในตะวันออกกลางและแถบประเทศใกล้เคียง   CDC ยังไม่ได้เสนอคำแนะนำเกี่ยวกับการห้ามไปในเกาหลี ในขณะนี้ 

การรักษา -- ตอนนี้ยังไม่มียารักษาที่เฉพาะเจาะจงสำหรับการติดเชื้อ MERS-CoV  ในเคสทั่วไปการรักษาคือประคับประคองอาการ 

การติดต่อ
MERS-CoV เหมือนโคโรน่าไวรัสตัวอื่นๆ คือจะแพร่กระจายเชื้อจากสารคัดหลั่งของทางเดินหายใจ โดยทางไอ แต่อย่างไรก็ตามตอนนี้ยังไม่ทราบการแพร่กระจายของไวรัสที่แน่นอน ต้องต้องศึกษาเพิ่มเติม
MERS-CoVสามารถแพร่กระจายจากคนที่ติดเชื้อโดยการสัมผัสใกล้ชิด เช่น การดุแล การอาศัยอยู่ในห้องเดียวกับผู้ป่วย  ผู้ติดเชื้อ MERS-CoV สามารถแพร่กระจายเชื่้อให้แก่คนอื่นๆในโรงพยาบาลได้








เคสรายงานทุกเคสมีความเชื่อมโยงกับประเทศในหรือใกล้เคียงตะวันออกกลาง   ผู้ติดเชื้อส่วนมากอาศัยอยู่ในตะวันออกกลาง หรือเพิ่งเดินทางกลับมาจากตะวันออกกลางก่อนที่จะเริ่มป่วย  ผู้ป่วยส่วนน้อยติดเชื้อจากการสัมผัสผู้ป่วยติดเชื้อ ผุ้ซึ่งเพิ่งเดินทางกลับจากประเทศที่มีการระบาด

ผู้ที่เพิ่งเดินทางกลับมาจากประเทศตะวันออกกลาง
ถ้าคุณเริ่มมีอาการไข้ หรือมีอาการเกี่ยวกับทางเดินหายใจ เช่น ไอ หอบ ภายใน 14 วัน หลังจากเดินทางไปประเทสเหล่านี้  ต้องติดต่อ โรงพยาบาล และขณะที่ป่วยอยู่นั้น ควรจะหยุดงานหรือหยุดเรียน หรือเลื่อนการเดินทาง เพื่อลดโดอกาสที่จะแพร่กระจายเชื้อโรคลง

หรือ ถ้าคุณมีประวัติสัมผัสใกล้ชิดคนที่เดินทางกลับจากประเทศดังกล่าว ภายใน 14 วัน  และคนเหล่านั้นมีอาการไข้ และอาการทางเดินหายใจ คุณจะต้องสังเกตุอาการอย่างใกล้ชิดอย่างน้อย 14 วัน เริ่มนับตั้งแต่วันสุดท้ายที่คุณสัมผัสคนป่วย

สำหรับผู้ที่เพิ่งกลับตจากสถานพยาบาลในเกาหลีใต้
ถ้าคุณเริ่มมีอาการไข้ ร่วมกับอาการทางเดิืินหายใจ ได้แก่ อาการไอ หอบ ภายใน 14 วัน หลังจากที่ได้ไปสถานพยาบาล (ทั้งใน ฐานะ คนไข้ คนทำงาน หรือไปเยี่ยมไข้) ต้องติดต่อโรงพยาบาล และเล่าถึงว่าเคยไปสถานพยาบาลดังกล่าวมาก่อน และขณะที่มีอการป่วยควรหยุดงานหรือหยุดเรียน หรือเลื่อนการเดินทาง เพื่อลดโอกาสการแพร่กระจาย


สำหรับผู้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ MERS


      ถ้าคุณได้สัมผัสใกล้ชิด กับผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันการติดเชื้อ MERS  -CoV คุณควรจะติดต่อสถานพยาบาลเพื่อประเมินอาการ คุณจะได้รับการตรวจทางห้องปฏิบัติการณ์ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอาการของคุณด้วย      
      คุณอาจจะต้องรับการสังเกตุอาการอย่างน้อย 14 วัน โดยเริ่มนับจากวันสุดท้ายที่คุณได้สัมผัสผู้ป่วย
เฝ้าระวังอาการดังต่อไปนี้ คือ ไข้ (วัดอุณหภูมิร่างกายวันละ 2 ครั้ง) ไอ หอบ
      อาการเริ่มต้นอื่นๆ ได้แก่ อาการหนาวสั่น ปวดเมื่อยตัว เจ็บคอ ปวดหัว ท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน มีน้ำมูก ถ้าคุณเริ่มมีอาการให้รีบติดต่อโรงพยาบาล


        ไวรัส MERS -CoV ถูกพบใน อูฐ  และ ผู้ป่วยติดเชื้อ MERs-CoV ส่วนหนึ่งได้รับการสัมผัสอูฐ อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ยังไม่รู้สาเหตุที่แน่ชัด เกี่ยวกับการติดเชื้อ MERS-CoV --ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีประวัติสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ  
         WHO แนะนำวิธีการป้องกันเบื้องต้นสำหรับทุกคนที่เดินทางไปยังสถานที่ที่มีสัตว์อยู่  โดยรักษาความสะอาดเบื้องต้น ล้างมือบ่อย ทั้งก่อนละหลังสัมผัสสัตว์ หลีกเลี่้ยงการสัมผัสสัตว์ป่วย หลีกเลี่ยงการกินเนื้อสัตว์ที่ดิบหรือปรุงไม่สุก
สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูงในการติดเชื้่อรุนแรง ..ได้แก่ผู้ป่วย เบาหวาน ไตวาย โรคปอดเรื้อรัง หรือผู้มีที่ภูมิคุ้มกันบกพร่อง  ซึ่งกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสอูฐ ไม่ดื่มนมอูฐ หรือปัสสาวะอูฐ ไม่กินเนื้อสัตว์ไม่ปรุงสุก โดยเฉพาะเนื้ออูฐ

*Countries considered in the Arabian Peninsula and neighboring include: Bahrain; Iraq; Iran; Israel, the West Bank, and Gaza; Jordan; Kuwait; Lebanon; Oman; Qatar; Saudi Arabia; Syria; the United Arab Emirates (UAE); and Yemen.

**Close contact is defined as a) being within approximately 6 feet (2 meters) or within the room or care area for a prolonged period of time (e.g., healthcare personnel, household members) while not wearing recommended personal protective equipment (i.e., gowns, gloves, respirator, eye protection; or b) having direct contact with infectious secretions (e.g., being coughed on) while not wearing recommended personal protective equipment (i.e., gowns, gloves, respirator, eye protection–. Data to inform the definition of close contact are limited. At this time, brief interactions, such as walking by a person, are considered low risk and do not constitute close contact.

**นิยามของคำว่าสัมผัสใกล้ชิด 1/ใกล้กันในระยะ 2 เมตร หรืออยู่ในห้องเดียวกันในระยะเวลานาน (สถานพยาบาบ บ้าน) โดยที่ไม่สมอุปกรณ์ป้องกัน (เสื้อคลุม ถุงมือ หน้ากากกรอวอากาศ แว่น )  2/ได้รับการสัมผัสโดยตรงกับสารคัดหลั่งของคนที่ติดเชื้อ ขณะที่ไม่ได้สวมอุปกรณ์ป้องกัน *** ตอนนี้การสัมผัสกันเพียงช่วงสั้นๆ เช่นเดินผ่าน ถือว่าเป็นกลุ่มความเสี่ยงต่ำ

       
 สำหรับสถานการณ์ในล่าสุด 21/07/2558 --- พบผู้ป่วย closed contact กับผู้ป่วยอีกรายที่เพิ่งกลับจากเกาหลี แต่ยังไม่ได้รับการยืนยันการติดโรคนั้น ...พบว่าหลังจากส่งเสมหะเพาะเชื้อ ผู้สงสัยโรคทั้งสองรายไม่พบ เชื้อไวรัส MERS-CoV

วันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

เมื่อไหร่ต้องฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้า วัคซีนพิษสุนัขบ้ามีกี่ชนิด

  วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าคืออะไร?


      วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าได้จากการนำเชื้อ Rabies virus ที่เกิดจากการเพาะเลี้ยงโดยวิธีการเฉพาะ ซึ่งเชื้อจะถูกทำให้ตายก่อนที่จะนำมาฉีดเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสชนิดนี้ การฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าสามารถทำได้ 2 แบบ คือ ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ (Intramuscular; IM)และฉีดเข้าในผิวหนัง (Intradermal; ID)


      วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าที่มีจำหน่ายในประเทศไทยมีอยู่ 4 ชนิด ได้แก่


    - Lyssavac N® (Purified Duck Embryo Cell Rabies Vaccine; PDEV) เป็นวัคซีนที่ได้จากการเพาะเลี้ยงไวรัสในตัวอ่อนไข่เป็ดที่ฟักแล้ว (embryonated duck eggs)แนะนำให้ฉีดแบบ IM เท่านั้นมีลักษณะเป็นวัคซีนผงแห้งพร้อมน้ำสำหรับทำละลาย (sterile water for injection) เมื่อละลายแล้วมีลักษณะเป็นสารแขวนตะกอนสีขาว ขุ่นเล็กน้อย เนื่องจากมี thimerosal เป็นสารกันเสีย ปริมาตรรวม 1 ml


    - SII Rabivax® (Human Diploid Cell Rabies Vaccine; HDCV) เป็นวัคซีนที่ได้จากการเพาะเลี้ยงไวรัสในhuman diploid cellแนะนำให้ฉีดแบบ IM เท่านั้นมีลักษณะเป็นวัคซีนผงแห้งพร้อมน้ำสำหรับทำละลาย (sterile water for injection) เมื่อละลายแล้วมีลักษณะใส สีชมพู ปริมาตรรวม 1 ml


    - Rabipur® (Purified Chick Embryo Cell Rabies Vaccine; PCECV)เป็นวัคซีนที่ได้จากการเพาะเลี้ยงไวรัสใน primary chick embryo fibroblast cell สามารถฉีดได้ทั้งแบบ IM และ ID มีลักษณะเป็นวัคซีนผงแห้งพร้อมน้ำสำหรับทำละลาย (sterile water for injection) เมื่อละลายแล้วมีลักษณะใส ไม่มีสี ปริมาตรรวม 1 ml


   - Verorab® (Purified Vero Cell Rabies Vaccine; PVRV)เป็นวัคซีนที่ได้จากการเพาะเลี้ยงไวรัสใน vero cells สามารถฉีดได้ทั้งแบบ IM และ ID มีลักษณะเป็นวัคซีนผงแห้งพร้อมน้ำเกลือสำหรับทำละลาย (solution of sodium chloride 0.4%) เมื่อละลายแล้วมีลักษณะใส ไม่มีสี ปริมาตรรวม 0.5 ml
   

        วัคซีนทั้ง 4 ชนิดมีชื่อเรียกรวมๆ ว่า วัคซีนเซลล์เพาะเลี้ยง ซึ่งจะมีความปลอดภัยและมีความบริสุทธิ์มากกว่าวัคซีนแบบเก่าที่ผลิตจากการนำเชื้อ Rabies virus จากสมองสัตว์ที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้ามาใช้ ซึ่งในปัจจุบัน ประเทศไทยไม่มีการนำวัคซีนดังกล่าวมาใช้แล้ว

การฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า
การฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ

      การฉีดวัคซีนก่อนการสัมผัสสัตว์(prophylaxis) มักจะทำในผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการถูกสัตว์กัด เช่น สัตวแพทย์ บุรุษไปรษณีย์ เจ้าหน้าที่ที่ทำงานเกี่ยวกับเชื้อไวรัสพิษสุนัขบ้า หรือเด็ก เนื่องจากเด็กเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการเป็นโรคพิษสุนัขบ้าเช่นกัน การฉีดวัคซีน จะต้องฉีดทั้งหมด 3 ครั้ง ในวันที่ 0, 7 และ 21 หรือ 28 หลังจากนั้นอีก 1 ปีอาจฉีดกระตุ้นอีก 1 ครั้งเพื่อให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันสูงกว่าระดับที่ป้องกันโรคได้เป็นระยะเวลานาน (หมายเหตุ : วันที่ 0 หมายถึง วันที่ได้รับการฉีดวัคซีนเข็มแรก)

       การฉีดวัคซีนหลังการสัมผัสสัตว์ จะต้องพิจารณาถึงความเสี่ยงในการติดเชื้อด้วยเสมอ โดยอาจแบ่งเป็นกรณีได้ดังนี้

2.1 ไม่ต้องฉีดวัคซีนในกรณีที่สัมผัสกับสัตว์โดยที่ผิวหนังไม่มีแผลหรือรอยถลอก เช่น การให้อาหาร ถูกเลีย สัมผัสน้ำลายหรือเลือด (ยกเว้น น้ำลายหรือเลือดของสัตว์กระเด็นเข้าทางตา หรือปากจะต้องรับการฉีดวัคซีน)
2.2 ต้องฉีดวัคซีนในกรณีที่
2.2.1 ถูกงับเป็นรอยช้ำที่ผิวหนัง ไม่มีเลือดออก
2.2.2 ถูกเลีย หรือ น้ำลายถูกผิวหนังที่มีรอยถลอกหรือมีแผล
2.2.3 ถูกข่วนที่ผิวหนังโดยไม่มีเลือดออกหรือออกซิบๆ
2.2.4 ถูกกัดหรือข่วนเป็นแผล (แผลเดียวหรือหลายแผล) และมีเลือดออก
2.2.5 มีน้ำลายหรือสารคัดหลั่ง (เช่น เลือด) จากร่างกายสัตว์ ซากสัตว์ เนื้อสมองสัตว์ รวมถึงการชำแหละหรือลองผิวหนังสัตว์ ถูกเยื่อบุตา ปาก จมูกหรือแผลตามผิวหนัง


       ในการเข้ารับการฉีดวัคซีนนั้นสามารถเข้ารับบริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าโดยใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า(บัตรทอง) ในสถานพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เช่น สถานีอนามัย หรือโรงพยาบาลรัฐบาลที่ใกล้ที่สุด (ที่ใดก็ได้) ทันที จนครบทุกเข็มโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ใดๆ

        ในกรณีที่ต้องฉีดวัคซีนหลังสัมผัสสัตว์ จะพิจารณาจำนวนครั้งของการฉีดวัคซีนตามประวัติของการได้รับวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า โดยแบ่งเป็น 3 กรณี คือ

***ไม่เคยฉีดวัคซีนมาก่อนเลย หรือเคยฉีดมาแล้วแต่น้อยกว่า 3 เข็ม
****ในกรณีที่เลือกวัคซีนชนิดฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ต้นแขนจะต้องได้รับการฉีด 5 ครั้ง ครั้งละ 1 โด๊ส*ในวันที่ 0, 3, 7, 14 และ 28 หรือ


       กระทรวงสาธารณสุขของประเทศไทยแนะนำให้เลือกฉีดวิธีที่ 1.1.1, 1.2.1 และ 1.2.2 เท่านั้น 3 ครั้งในวันที่ 0, 7 และ 28 โดยวันที่ 0 จะได้รับการฉีด 2 โด๊ส* และอีกสองครั้งที่เหลือฉีดครั้งละ 1 โด๊ส* * หมายเหตุ:1 โด๊ส จะใช้วัคซีนปริมาตร 1 ml สำหรับ HDCV, PCECVและ PDEV หรือ0.5 ml สำหรับ PVRV

       ในกรณีที่เลือกวัคซีนชนิดฉีดเข้า ในผิวหนัง บริเวณต้นแขน จะต้องได้รับการฉีด
4 ครั้งในวันที่ 0, 3, 7 และ 28 โดยแต่ละครั้งจะต้องฉีด 2 จุด จุดละ 0.1 มล. (ต้นแขนด้านซ้ายและขวา) หรือ
5ครั้งในวันที่ 0, 3, 7,28 และ 90 โดยสามครั้งแรกฉีดครั้งละ 2 จุด และ สองครั้งที่เหลือฉีดอีกครั้งละ 1 จุด จุดละ 0.1 มล. หรือ 4 ครั้งในวันที่ 0, 7, 28 และ 90โดยครั้งแรกฉีดทั้งหมด 8 จุด ครั้งที่สอง 4 จุด และสองครั้งที่เหลืออีกครั้งละ 1 จุดจุดละ 0.1 มล.
       นอกจากนี้ผู้ป่วยบางรายที่ถูกสัตว์กัด หรือ
ข่วนจนเป็นแผลและมีเลือดออก หรือถูกกัดเป็นแผลที่ใบหน้า ศีรษะ คอ มือ และนิ้วมือ หรือมีแผลลึก แผลฉีกขาดมาก จะต้องได้รับการฉีดอิมมูโนโกลบุลิน (Immunoglobulin; IG) โดยเร็วที่สุด โดยฉีดบริเวณรอบแผลร่วมกับวัคซีนในวันที่ 0 เนื่องจากผู้ป่วยเหล่านี้เป็นกลุ่มมีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้สูง


อิมมูโนโกลบุลินเป็นโปรตีนในร่างกายที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย

         อิมมูโนโกลบุลินสามารถผลิตได้โดยการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้ม้า(Equine Rabies Immunoglobulin; ERIG)หรือคน (Human Rabies Immunoglobulin; HRIG)และฉีดกระตุ้นจนกระทั่งมีแอนติบอดีอยู่ในระดับสูงพอ จึงเจาะเลือดมาแยกซีรั่มผลิตเป็นอิมมูโนโกลบุลินป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งอิมมูโนโกลบุลินที่ได้จากม้าจะมีโอกาสทำให้เกิดอาการแพ้ได้มากกว่าอิมมูโนโกลบุลินที่ได้จากคน

         ส่วนผู้ที่ถูกน้ำลายหรือสารคัดหลั่ง (เช่น เลือด) จากร่างกายสัตว์ ซากสัตว์ เนื้อสมองสัตว์ กระเด็นเข้าสู่เยื่อบุตา ปาก จมูกหรือแผลตามผิวหนัง และผู้ชำแหละซากสัตว์หรือลอกหนังสัตว์จำเป็นต้องได้รับการพิจารณาว่าจะต้องฉีดอิมมูโนโกลบุลินหรือไม่ ตามความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเป็นรายๆ ไป

         เคยฉีดมาแล้วอย่างน้อย 3 เข็ม (วันที่ฉีดเข็มสุดท้ายผ่านมาเกิน 6 เดือนแล้ว) ในกรณีนี้ไม่ว่าจะเลือกฉีดเข้ากล้ามเนื้อต้นแขนหรือในผิวหนังบริเวณต้นแขน จะต้องเข้ารับการฉีดวัคซีนทั้งหมด 2 ครั้งเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้นกัน ในวันที่ 0 และ 3โดยไม่จำเป็นต้องฉีดอิมมูโนโกลบุลิน

         เคยฉีดมาแล้วอย่างน้อย 3 เข็ม (วันที่ฉีดเข็มสุดท้ายผ่านมาไม่เกิน 6 เดือน) ในกรณีนี้ไม่ว่าจะเลือกฉีดเข้ากล้ามเนื้อต้นแขนหรือในผิวหนังบริเวณต้นแขน จะต้องเข้ารับการฉีดวัคซีนเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้นกันเพียงครั้งเดียว ในวันที่ 0 เท่านั้น   โดยไม่จำเป็นต้องฉีดอิมมูโนโกลบุลิน

ปฏิบัติตัวอย่างไรเมื่อถูกสุนัข แมวหรือสัตว์อื่นๆ กัด?



    เมื่อถูกสัตว์ข่วนหรือกัดโดยที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า ควรรีบปฐมพยาบาลและปฏิบัติตัวดังนี้

    ล้างแผลทันทีด้วยน้ำและฟอกด้วยสบู่หลายๆ ครั้ง ล้างสบู่ออกให้หมด ถ้าแผลลึกให้ล้างถึงก้นแผลอย่างน้อย 15 นาที ระวังอย่าให้แผลช้ำ ห้ามใช้ครีมใดๆ ทา ถ้ามีเลือดออกควรปล่อยให้เลือดไหลออก อย่าบีบหรือเค้นแผล เพราะจะทำให้เชื้อแพร่กระจายไปส่วนอื่น
    เช็ดแผลด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ ควรใช้โพวีโดนไอโอดีน (povidone iodine) หรือฮิบิเทนในน้ำ (hibitane in water) ถ้าไม่มีให้ใช้แอลกอฮอล์ 70% หรือทิงเจอร์ไอโอดีน นอกจากนี้ไม่ควรปิดปากแผลยกเว้นว่าเลือดออกมากหรือแผลใหญ่มาก
     ไปโรงพยาบาลหรือสถานีอนามัยที่ใกล้ที่สุดทันที หรือ เร็วที่สุด เพื่อรับการฉีดป้องกันบาดทะยัก ยาปฏิชีวนะ และยาแก้ปวดตามอาการ รวมถึงวัคซีนหรืออิมมูโนโกลบุลินตามความเหมาะสม
     กักสัตว์ที่กัดไว้ดูอาการอย่างน้อย 15 วัน โดยให้น้ำและอาหารตามปกติ อย่าฆ่าสัตว์ให้ตายทันที เว้นแต่สัตว์นั้นดุร้ายกัดคนหรือสัตว์อื่นหรือไม่สามารถกัดสัตว์ไว้ได้ ถ้าสัตว์หนีหายไปให้ถือว่าสัตว์นั้นเป็นโรคพิษสุนัขบ้า
หากสัตว์มีอาการปกติตลอดระยะเวลาที่กักเพื่อดูอาการ สามารถหยุดฉีดวัคซีนได้


วิธีการส่งซากสัตว์และสถานที่สำหรับส่งตรวจโรคพิษสุนัขบ้าทั่วประเทศ สามารถเข้าไปที่เว็บไซต์ของกองควบคุมโรคระบาด กรมปศุสัตว์ ที่
http://www.dld.go.th/inform/rabies/framdog.html


ลืมมาฉีดวัคซีนตามกำหนดนัดหมายไปเป็นอะไรไหม? การเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าตามกำหนดจะช่วยป้องกันการติดเชื้อได้ดีที่สุด อย่างไรก็ดีหากลืมหรือไม่สามารถมาตามกำหนดวันนัดหมาย ก็ควรรีบมารับการฉีดวัคซีนต่อจนครบให้เร็วที่สุด (ข้อมูลในปัจจุบันระบุว่าการฉีดวัคซีนล่าช้ากว่ากำหนดไป 2-3 วัน จะไม่ส่งผลถึงประสิทธิภาพของวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า แต่ถ้าช้าเกินกว่านี้ยังไม่พบข้อมูลการรับรองประสิทธิภาพ)

หญิงตั้งครรภ์สามารถฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าได้หรือไม่ ?
หญิงตั้งครรภ์ไม่มีข้อห้ามในการฉีดวัคซีนเนื่องจากเป็นวัคซีนเชื้อตาย และอิมมูโนโกลบุลินก็ไม่ได้เป็นข้อห้ามสำหรับหญิงตั้งครรภ์เช่นกัน

สามารถเปลี่ยนยี่ห้อวัคซีน หรือเปลี่ยนวิธีการฉีดได้หรือไม่ ?
วัคซีนเซลล์เพาะเลี้ยงที่ใช้อยู่ในประเทศไทยขณะนี้ มีคุณภาพประสิทธิภาพและความปลอดภัยใกล้เคียงกัน ในการฉีดเข้ากล้ามเนื้อสามารถใช้ทดแทนกันได้ทุกยี่ห้อ แต่ชนิดที่ฉีดเข้าในผิวหนังนั้นอาจต้องระมัดระวังเนื่องจากบางยี่ห้อไม่แนะนำให้ฉีดเข้าในผิวหนังดังนั้นเพื่อให้เกิดความปลอดภัยควรมีสมุดบันทึกการฉีดวัคซีนที่ระบุทั้งชื่อยี่ห้อวัคซีนและวิธีฉีดวัคซีนไว้ด้วยเสมอ
การฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ควรฉีดวิธีเดียวกันตลอดจนครบชุดไม่ควรเปลี่ยนวิธีการฉีดสลับไปมา

บรรณานุกรม

สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย. คู่มือวัคซีน 2008. กรุงเทพมหานคร:ธนาเพรส; 2550.
กองควบคุมโรคระบาด กรมปศุสัตว์. โรคพิษสุนัขบ้า.[Online]. [cited 2010 Mar 23]. Available from:URL:
http://www.dld.go.th/inform/rabies/framdog.html

วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2558

Paracetamol overdose



ขนาดยาเพื่อการรักษา(Therapeutic dose)ของพาราเซตามอลอยู่ที่ 10-15 มก./กก./ครั้งใน เด็ก และ 325-1000 มก./ครั้งในผู้ใหญ่ โดยให้ทุก 4-6 ชั่วโมง โดยที่ได้รับขนาดยาสูงสุดได้ไม่เกินวันละ 80 มก/กกในเด็ก และ 4 กรัมในผู้ใหญ่ โดยภาวะเกิดพิษจากยาพาราเซตามอลเกินขนาด มักไม่ค่อยเกิดในคนที่ ได้รับยาน้อยกว่า 150 มก./กก.

Decontamination Decontamination

There is NO role for decontamination in paracetamol elixir ingestions. Most of the drug is absorbed within 15 minutes of elixir ingestion and it is very unlikely that a child will receive any intervention within this time frame.

Decontamination with activated charcoal is only indicated if all of the following criteria is met:

• Paracetamol capsule or tablet is the ingestant

• If the dose ingested is >200 mg/kg

• The child presents within 1 hour of ingestion

• There is no co-ingestant that may lead to decreasing GCS or seizures

Paracetamol levels

Paracetamol levels In single acute ingestion (<8 hours from ingestion): Maximum possible dose ≥ 200 mg/kg OR >10 g OR when dose is unknown or uncertain: This includes most young people who present with ingestions as part of an episode of intentional self harm, unless the presence of paracetamol can be clearly excluded on history. Tablets or capsules ingested: measure serum paracetamol at 4 hours post ingestion.

Elixir ingested: measure serum paracetamol at 2 hours post ingestion (the 2 hour level should only be relied upon in isolated paracetamol ingestions in WELL children)

• If the level is below 500 µmol/L at 2 hours then it is safe to discharge the child with no treatment.

• If the level is above 500 µmol/L at 2 hours, a further level should be measured at 4 hours.

Table - Table -NAC infus NAC infus NAC infusion guide ion guide ion guide Three stage 20 hour infusion for children <20kg 1. 150mg/kg NAC: diluted in 3ml/kg 5% dextrose,infused over 15min 2. 50mg/kg NAC: diluted in 7ml/kg 5% dextrose,infused over next 4 hours 3. 100mg/kg NAC: diluted in 14ml/kg 5% dextrose,infused over the next 16h Three stage 20 hour infusion for children 20kg to 50 kg 1. 150mg/kg NAC: diluted in 100ml 5% dextrose,infused over 15min 2. 50mg/kg NAC: diluted in 250ml 5% dextrose ,infused over next 4 hours 3. 100mg/kg NAC: diluted in 500ml 5% dextrose,infused over the next 16 Three stage 20 hour infusions for children >50kg 1. 150mg/kg

NAC: diluted in 200ml 5% dextrose,infused over 15-60 min 2. 50mg/kg NAC: diluted in 500ml 5% dextrose ,infused over next 4 hours 3. 100mg/kg NAC: diluted in 1000ml 5% dextrose,infused over the next 16h

อาการจากภาวะการได้รับยาพาราเซตามอลเกินขนาดจะแบ่งออกเป็น 4 ระยะ ดังนี้


ระยะที่ 1 (0.5-24 ชั่วโมง) ในระยะนี้ผู้ป่วยมักมีอาการ อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน ง่วงซึม เหงื่อออก แต่ในผู้ป่วยบางรายอาจไม่มีอาการ เลยก็ได้






ระยะที่ 2 (24-72 ชั่วโมง) ระยะนี้ อาการที่เป็นในระยะที่ 1 มักดีขึ้น ผู้ป่วยจะไม่ค่อยมีอาการ แต่จะมีผลทางห้องปฏิบัติการที่แสดงถึง เป็นพิษต่อตับ เช่นระดับเอนไซม์ของตับคือAST, ALT สูงขึ้น ในช่วงท้ายของระยะที่ 2 ผู้ป่วยอาจมีอาการ ปวดท้องบริเวณด้านขวาบน มีตับโต กดเจ็บ และมี ค่า Prothrombin Time ที่ยาวกว่าปกติ รวมทั้งอาจเห็น ความผิดปกติของการท างานของไตด้วย

ระยะที่ 3 (72-96 ชั่วโมง) ในระยะนี้ผู้ป่วยจะกลับมีอาการของระยะที่ 1 อีกครั้ง ร่วมกับ มีตัวเหลือง ตาเหลือง สับสน (hepatic encephalopathy)และมีhepatic enzymesที่สูงผิดปกติมากระดับแอมโมเนียในเลือดสูงและมีความแข็งตัว ของเลือดผิดปกติได้ ในผู้ป่วยที่เกิดพิษต่อตับรุนแรงก็มักมีค่า AST, ALTในเลือดสูงถึง 1,000 IU/L prolonged PT และINRระดับน้ าตาลในเลือดต่ำ เกิดภาวะlactic acidosis และระดับ total bilirubin ในเลือด สูงกว่า4 มก./ดล.

ระยะที่ 4 ( 4 วัน –2 สัปดาห์ ) เป็นช่วงระยะฟื้นตัว ผู้ป่วยจะค่อยๆมีอาการดีขึ้น แต่การฟื้นตัวของเซลล์ตับโดยเฉพาะบริเวณ centrilobular region ซึ่งเป็นบริเวณที่มี CYP 2E1 มากที่สุดท าให้มีการสร้าง NAPQI มากที่สุด จะต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว หลายสัปดาห์ อาจถึง 3 เดือนได้


แนวทางการดูแลผู้ป่วยที่ได้รับยาพาราเซตามอลเกินขนาด ในระยะแรกของการได้รับยา อาการและผลทางห้องปฏิบัติการอาจยังไม่สามารถบอกภาวะความเป็นพิษจาก ยาได้ชัดเจน การตรวจหาระดับยาในเลือดจึงมีความสำคัญ เนื่องจากระดับยาในเลือดสามารถบ่งบอกถึง ภาวะความเป็นพิษต่อตับ และช่วยในการตัดสินใจให้แนวทางการรักษาต่อไปได้ โดยจะเจาะเลือดเพื่อวัด ระดับยาที่ 4 และ 24 ชั่วโมง หลังจากได้รับยา หากผู้ป่วยได้รับยามาเกิน 4 ชั่วโมงแล้ว ให้ทำการเจาะเลือด เพื่อวัดระดับยาทันที เปรียบเทียบกับ modified Rumack-Matthew nomogram


เริ่มที่เวลา 4 ชั่วโมง หลังได้รับยา หากผู้ป่วยมีระดับยาที่ระยะเวลาใดเวลาหนึ่งเหนือขอบบนของเส้นสีเขียว จะถือว่ามีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดภาวะตับอักเสบได้สูง ส่วนขอบล่างของเส้นสีเขียวเป็นระดับยาที่แนะนำให้ รักษาโดยการให้ NAC ส่วนในกรณีที่ไม่สามารถเจาะหาระดับยาในเลือดได้ทันเวลา ให้พิจารณา จากการซักประวัติ หากผู้ป่วยมี ประวัติว่าได้รับยาเกินกว่า 150 มก./กก.แนะนำให้ทำการรักษาโดยการให้ N-acetylcysteine ผู้ป่วยที่มีระดับยาในเลือดสูงถึง 300 มคก./มล.ที่ 4 ชั่วโมง และไม่ได้รับการรักษา มีโอกาสเกิดพิษต่อตับ อย่างรุนแรงได้ถึง90% และมีอัตราตายสูงถึง 24 % ในกรณีที่ผู้ป่วยเกิดภาวะตับอักเสบขึ้นแล้ว การเฝ้าติดตามระดับของASTและALTในเลือดจะไม่สามารถ ช่วยบอกความรุนแรงและพยากรณ์ของโรค การตรวจทางห้องปฏิบัติการที่ช่วยได้คือการตรวจติดตามค่า Prothrombin timeในเลือด การรักษาผู้ป่วยที่ได้รับยาพาราเซตามอลเกินขนาด ในผู้ป่วยที่มาพบแพทย์หลังจาก 24 ชั่วโมงหลังได้รับยา มักมีอาการของพิษต่อตับแล้วเช่น hepatic encephalopathy, cerebral edema หรือความดันต่ าซึ่งผู้ป่วยเหล่านี้ต้องได้รับการ




หลักการทั่วไปในการรักษาภาวะได้รับยาพาราเซตามอลเกินขนาด มีดังต่อไปนี้

1.GI decontamination :หากผู้ป่วยมาพบแพทย์ภายใน 1ชั่วโมงหลังได้รับยา ให้ท าการสวนล้างกระเพาะ (NG irrigation)แล้วตามด้วยการให้กินactivated Charcoal หากผู้ป่วยมาหลังจาก 1 ชั่วโมง แต่ยังไม่เกิน 4 ชั่วโมง

ไม่ต้อง NG irrigation แต่ให้ activated charcoal กินเพียงอย่างเดียว โดยขนาดยาของ activated charcoal คือ 1 กรัม/กก. (ขนาดสูงสูด 50กรัม ) การ ให้ activated charcoal กินไม่ควรให้ในผู้ป่วยที่ซึมไม่รู้สึกตัว

2.ยาต้านพิษ(Antidote) คือ N-acetylcysteine(NAC)การให้ NAC จะให้ในผู้ป่วยทุกคนที่มีความเสี่ยงต่อการ เกิดพิษต่อตับโดยจะได้ผลหากให้ภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากได้รับยา และการให้ NAC ภายใน 8ชั่วโมง หลังจากได้รับยา หรือก่อนที่จะมีระดับALTสูงในเลือดก็จะยังคงมีประสิทธิภาพดีที่สุด โดยเชื่อว่า NAC จะ เป็นตัวที่ช่วยให้ตับมี glutathione เพียงพอต่อการทำลายNAPQI

ข้อบ่งชี้ในการให้ NAC คือ

1. ผู้ปวยที่มีค่าระดับยาสูงกว่า 150 มคก./มล.หรือ

2. ผู้ป่วยที่มีประวัติ รับประทานยาพาราเซตามอลมาเกิน 150 มก./กก.และไม่สามารถตรวจวัดระดับยาให้ได้ผลทันเวลาได้

การให้ N-acetylcysteine แบ่งได้เป็น 2 วิธีคือ’

1.20 hours IV protocol โดยให้loading dose 150 มก./กก. หยดเข้าหลอดเลือดภายใน 60 นาที จากนั้นให้ 12.5 มก./กก. /ชม.หยดเข้าหลอดเลือดใน 4 ชั่วโมง และท้ายสุดก็ให้ 6.25 มก./กก. /ชม.หยดเข้า หลอดเลือดภายใน 16 ชั่วโมง การให้ยาทางหลอดเลือดจะได้ระดับยาที่แน่นอน และใช้เวลาในการรักษาที่สั้นกว่า นอกจากนี้ยัง สามารถให้ได้ในผู้ป่วยที่มีอาการคลื่นไส้อาเจียนมาก แต่มีข้อเสียคือเกิดภาวะ anaphylactoidได้มากกว่าแบบ กิน ซึ่งภาวะนี้สามารถบรรเทาได้โดยการลดอัตราการให้ NACหยดเข้าหลอดเลือด 2.72 hours oral protocol ให้เป็นloading dose 140 มก./กก. ทางการกินจากนั้นให้70 มก./กก. กินต่อทุก4 ชั่วโมง จนครบ 17 ครั้ง ถ้าผู้ป่วยอาเจียนออกมาภายใน 60 นาที หลังจากกินNAC ก็ควรให้กินยาในขนาดเท่าเดิมซ้ำในผู้ป่วย ที่ได้เริ่มให้การรักษาก่อนที่จะมีค่า ALTในเลือดสูงขึ้น หรือภายใน 8 ชั่วโมงหลังได้รับยา แพทย์ควรเฝ้า ติดตามค่าALTในเลือดเป็นระยะๆในระยะท้ายของการได้รับพาราเซตามอลเกินขนาดคือที่ประมาณ 18 ชั่วโมง ถ้าหากว่ามีการเพิ่มสูงขึ้นของ ALTในเลือดหรือยังสามารถตรวจพบระดับยาพาราเซตามอลได้อยู่ ก็ ควรให้ NAC ต่อไปอีก 6.25 มก./กก. /ชม.และ เฝ้าติดตามค่าระดับยาพาราเซตามอลและALT ในเลือดทุก 12 ชั่วโมง หาก ไม่สามารถตรวจพบค่าระดับยาพาราเซตามอลได้หรือค่า ALTในเลือดมีแนวโน้มลดลงหรืออยู่ ในระดับปกติแล้ว ร่วมกับINR < 2 จึงสามารถหยุดให้ NAC แก่ผู้ป่วยได้